วินาทีที่ห้องICU...

posted on 25 Apr 2008 19:04 by ozaka

วันนี้ผมได้ฤกษ์ออกเดินทางไปต่างจังหวัดอีกแล้วครับ..

ไม่ใกล้ไม่ไกลเลย  แค่เพชรบุรี

เพราะญาติเข้าห้องICU...

ออกเดินทางแต่เช้าเพื่อให้ไปทันเวลาเยี่ยมครับ

(ทำเอาไม่ได้นอน..แต่โอเค อารมณ์เศร้ามันยังค้างอยู่..เพราะงั้นขอบรรยายสักหน่อย..)

==========

ทางเดินที่มืดสลัวแม้จะเป็นเวลากลางวัน  ท้องฟ้าสีหม่นดูราวกับฝนกำลังจะสาดเทมา

ตามทางที่เงียบสนิทมีเพียงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของเรา พี่สาว(และไอ้ตัวเล็กอีก5-6คน)

วันนี้ขนาดเจ้าพวกตัวแสบยังไม่กล้าซ่า ทำไมน่ะหรอ..

ก็เพราะบรรยากาศมันวังเวงยังไงล่ะ..

เพราะเป็นโรงพยาบาลต่างจังหวัด ทำให้อะไรๆไม่ดูครึกครื้นนัก (ความจริงโรงพยาบาลมันไม่น่าครึกครื้นนักหรอก - -")

ผมเองก็เคยไปแต่ศิริราช แต่บรรยากาศมันผิดกันลิบลับ

กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดยังติดจมูกอยู่เลย

มันเป็นกลิ่นที่น่าเศร้าและหม่นหมอง ทำเอาจิตใจพวกเราทั้งหมดห่อเหี่ยวลงไปด้วย

หน้าห้องICU..

มีเสื่อหมอนกระติกน้ำอยู่เกลื่อนกลาด เป็นของญาติคนไข้ที่มาเฝ้าไข้นั่นเอง

และก็เข้าไปได้ทีละแค่สองคน ผมและพี่สาวเลยรอแม่ออกมาก่อนแล้วค่อยเข้าไป

ให้ตายสิ..ทั้งๆที่ผมเกลียดกลิ่นควันบุหรี่จับใจ..

แต่บุหรี่ที่คนข้างๆกำลังสูบด้วยใบหน้าเศร้าหมองแบบนั้นก็ทำให้ผมเกลียดไม่ลง

(แต่ก็เดินหนีล่ะครับ (ฮา))

มันทำไงได้ล่ะครับ ที่นี่โรงพยาบาล มานั่งหัวเราะคิกๆคักๆมันก็กระไรอยู่

เพราะงั้นวันนี้เลยไม่เหนื่อยกับไอ้พวกตัวแสบเท่าไหร่นัก..

และแล้วก็ถึงตาผมเข้าไปล่ะครับ..

กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดยิ่งรุนแรงกว่าเดิม  และอากาศก็เย็นเยียบกว่าเดิมอีกด้วย

ร่างไร้สติของหลายๆคนนอนแผ่หราอยู่บนเตียงคนไข้ หน้าอกที่กระเพื่อมแผ่วเบานั้นก็ทำให้ผมใจหาย

ญาติของผมไม่ได้สติมา4วันแล้วครับ..

ทั้งมือทั้งเท้าแกเย็นเฉียบ ราวกับร่างไร้วิญญาณ

เสียงหัวใจที่เต้นนั้นก็แผ่วเบา

ตัวเลขที่ขึ้นอยู่บนจอข้างๆเตียงนั้น  ถึงผมจะไม่รู้หรอกครับว่ามันคืออะไร

แต่มันก็น้อยมาก..จนผมรู้สึกว่า..มันน่ากลัว

จนอยากร้องไห้ออกมา

ผมไม่ได้เจอญาติคนนี้มาหลายปีดีดักแล้ว จะเรียกว่าไม่สนิทกันเลยก็เป็นได้..

แต่ความรู้สึกเศร้าแบบนี้..มันคืออะไรกันนะ..

ผมใช้โอกาสนี้เก็บประสบการณ์ในห้องอย่างถี่ถ้วน แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ครับ..

เพราะบรรยากาศมันทำให้ผมไม่สามารถหันหลีหันขวางได้แบบที่เคยเป็น

ห้องกว้างใหญ่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแปลกๆ..

ผมคิดไปเองครับว่ามันเป็นกลิ่นอายของ 'ความตาย'

ขณะที่พี่สาวกำลังจะชวนผมออกจากห้องเพื่อเปลี่ยนคิว  ให้คุณน้าเข้ามาแทน..

จู่ๆคุณหมอก็ก้าวเท้าพรวดเข้ามาทำให้พวกเราต้องหยุดยืนนิ่ง

แพทย์สูงวัยในชุดกาวน์สีขาวเดินตรงไปที่เตียงที่อยู่ข้างๆผม..

หน้าจอที่แสดงผลขึ้นไฟสีส้มน่าตกใจ..

แต่ความตื่นตระหนกนั้นไม่เท่ากับตัวเลขบนจอที่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วนั้นหรอกครับ

ผมยังยืนอยู่นิ่ง ไม่ขยับกายไปไหน

ทุกรูขุมขนของผมสั่นสะท้านไปหมด มันแข็งเกร็ง ไม่ยอมเคลื่อนที่

พี่สาวผมเองก็เช่นกัน..

เราสองคนหยุดขยับถึงขนาดที่กลั้นหายใจกันทีเดียว

และในวินาทีต่อมา ญาติผู้ป่วยที่นั่งรออยู่ข้างนอกก็กรูกันเข้ามาราวกับคลื่นมนุษย์

ไม่มีคำต่อว่าพวกเขา..

ที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้ (ชุดก็ไม่เปลี่ยนน่ะ)

เพราะ..

คนสำคัญในชีวิตของพวกเขากำลังจะจากไป..

พวกเขาวิ่งเข้ามาล้อมรอบเตียงคนไข้คนนั้นๆ  ปากก็พร่ำเรียกชื่อบุพการีออกมาอย่างแจ่มชัด

หยาดน้ำตาแห่งความโศกศัลย์ไหลรินออกมาอย่างไม่ขาดสาย

คุณยายนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงพร้อมๆกับเสียงเตือนแสบแก้วหูดังกังวาลสะท้อนไปทั่วห้อง..

มันเป็นเสียงเตือนให้เราได้รู้ว่า..

หัวใจท่านหยุดเต้นแล้ว..

นางพยาบาลกันญาติๆผู้ป่วยออกห่างจากเตียง คุณหมอก็หยิบเครื่องปั๊มหัวใจ(ผมไม่แน่ใจนัก..แต่เดาว่าน่าจะใช่ ^^"")ขึ้นมาทำงานของมันอย่างเต็มที่

ร่างผอมแห้งแบบบางถูกดูดขึ้นไปแล้วกระแทกลงกับเตียง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า..

เสียงที่ผมได้ยินมันดังชัดอยู่ในหู

จนไม่สามารถลืมเลือนมันไปได้..

แล้วในครั้งสุดท้าย..คุณหมอก็วางมือลง..

พร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของบรรดาญาติๆที่โหมกระหน่ำเข้ามาแทนที่

มันรุนแรงและน่าหวาดผวาจนตัวผมเองกำลังจะถูกดูดเข้าไปในคลื่นแห่งความเศร้านั้น

ในที่สุด..

ก็เป็นตัวผมเอง..ที่มีน้ำตาไหลออกมา..

มันเป็นครั้งแรกของผม..

ที่เห็นคนตายต่อหน้าต่อตา..

 ==========

เจออีหรอบนี้ก็ช็อคล่ะครับ..การทำงานที่เร่งด่วนแบบนั้นทำเอาหัวใจผมจะหยุดเต้นไปด้วย

แล้วผมกับพี่สาวก็เดินออกมาจากห้องโดยที่ไม่พูดอะไรเลย..

==========

แล้วก็ทัวร์กินแหลก....55555555

แหลกแบบไม่ไหวแล้ว..กินตลอดเลย (ทั้งๆที่ยังรู้สึกไม่ดีอยู่อย่างนั้นแหละ)

แล้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ

พี่สาวเริ่มกังวลล่ะครับว่า ตัวเองจะยอมรับสภาพความเสียใจแบบนั้นได้หรือไม่..

หมอคงต้องผ่านเรื่องแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน..

แต่พี่สาวเป็นคนอ่อนโยน..

จะทำใจยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้รึเปล่า..

=========

PS. วันนี้เป็นครั้งแรกครับ - - ที่ผมขับรถแล้วต้องโด๊ฟกาแฟ..(ก็เล่นจะนอนตอนเค้าจะไปกันนี่ฝ่า -*-)

PS2. มะมุยเลื่อนไปอีกเอนทรี่นะครับ 55 แต่จะลงให้แน่ๆจ้า ><

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เสียใจด้วยครับ
ขอให้คุณยายสงบสุขอยู่บนนั้น

อวยพรให้หลานๆด้วย

#1 By c vane on 2008-04-26 02:23

แสดงความเสียใจก่อนเลยนะครับ

ทั่นโอพรรณนาได้เห็นภาพเหมือนผมเดินไปด้วยเลยอ่ะ

บางทีก็คิดเหมือนกันครับว่า

ถ้าญาติตายไปต่อหน้าแบบนั้น

จะเศร้าใจแค่ไหน

ปล.ทำไมหลัง ๆ เปลี่ยนอารมณ์เร็วเช่นนี้
เห็นคนที่นอนโรงพยาบาลตายไปต่อหน้าต่อตา..ต่อให้ไม่รู้จัก..ก็ต้องเศร้าอยู่ดีนั่นแหละค่ะ..


พี่โอบรรยายได้แบบ..ทำเอาหนุแทบร้องไห้ไปด้วย T T



เข้มแข็งไว้นะคะ double wink

#3 By H A R U R I N on 2008-04-26 09:36

ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ
ความรู้สึกที่ต้องสูญเสียใครซักคนนี่น่าเศร้านะคะ

#4 By P-chan on 2008-04-26 13:39

เสียใจด้วยนะ แต่เค้าก็ไปอย่างสงบนะ

#5 By [ P e a c h ] on 2008-04-26 19:10

อย่างน้อยไค้ก็ไปอย่างสงบนะ

ตอนที่เคยไปฝึกงานที่โรงพยาบาลคนที่เค้าตายต่อหน้าเราน่ะ

เค้าถูกปั๊มหัวใจอยู่นานมากเลยนะ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ญาติๆก็ร้องไห้ใหญ่เลย เราก็ได้แต่ยืนมองอ่ะ

แต่คนที่เค้าเสียไม่เหมือนตายเลยนะ เหมือนหลับเองง่ะ เค้าคงไปสบายหล่ะนะ

#6 By ~BAkA -*- MAf!A~ on 2008-04-27 21:04

หญิงโอ นี่หนึ่งเองนะ หึหึ 55+
เม้นไม่เข้ากับเนื้อหา

ยังไงก็เสียใจแทนด้วยคนนะ

#7 By MiSa on 2008-04-30 22:31

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ

ถือโอกาศปลงสังขารไปด้วยเลย... (ไม่ได้ล่อเล่นนะ)


ร่าเริงไว้นะคะ
อืมมมมมมมมมม เป็นเรื่องอนาคตที่เราต้องเจอล่ะ คงต้องบ่อยกว่าโอจังด้วยอ่ะนะ แต่เราเลือกเดินทางนี้แล้ว คง...ต้องสู้ต่อไปล่ะน้า~~ TT^TT